Sec Live News https://seclivenews.com/ บทความ Digital Marketing จากเว็บไซต์ Sec Live News เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ให้ความรู้เกี่ยวกับการตลาด ไม่ว่าจะเป็น Analytics, Planning, Trends. Wed, 27 May 2026 06:41:51 +0000 en-US hourly 1 https://seclivenews.com/wp-content/uploads/2022/10/cropped-favicon-32x32.png Sec Live News https://seclivenews.com/ 32 32 วิธีจัดการขยะและ food waste อย่างมีประสิทธิภาพ https://seclivenews.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-food-waste-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2/ Wed, 19 Nov 2025 09:02:00 +0000 https://seclivenews.com/?p=7040 vegetable waste for making compost zero waste con 2025 11 04 01 21 16 utc 1 ในยุคที่ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดการขยะอย่างถูกต้องหรือ Waste Management กลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกบ้าน ทุกองค์กร และทุกเมืองต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะอาดของสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเข้าใจประเภทของขยะทั้ง 4 แบบ รวมถึงวิธีจัดการ Food Waste อย่างยั่งยืน จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาขยะได้อย่างมีระบบและเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น Waste Management คืออะไร? Waste Management หรือ “การจัดการขยะ” หมายถึง กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การคัดแยก การเก็บรวบรวม การขนส่ง การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้ายของขยะในรูปแบบที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ ระบบการจัดการขยะที่ดีไม่ใช่แค่การ “ทิ้งขยะให้ถูกถัง” เท่านั้น แต่ต้องเป็นการบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตของวัสดุ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลักการสำคัญของ Waste Management โดยทั่วไป การจัดการขยะสมัยใหม่อาศัยหลักการ 3Rs และขยายเป็น 5Rs …

The post วิธีจัดการขยะและ food waste อย่างมีประสิทธิภาพ appeared first on Sec Live News.

]]>
vegetable waste for making compost zero waste con 2025 11 04 01 21 16 utc 1vegetable waste for making compost zero waste con 2025 11 04 01 21 16 utc 1

ในยุคที่ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดการขยะอย่างถูกต้องหรือ Waste Management กลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกบ้าน ทุกองค์กร และทุกเมืองต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะอาดของสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเข้าใจประเภทของขยะทั้ง 4 แบบ รวมถึงวิธีจัดการ Food Waste อย่างยั่งยืน จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาขยะได้อย่างมีระบบและเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น

Waste Management คืออะไร?

Waste Management หรือ “การจัดการขยะ” หมายถึง กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การคัดแยก การเก็บรวบรวม การขนส่ง การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้ายของขยะในรูปแบบที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์

ระบบการจัดการขยะที่ดีไม่ใช่แค่การ “ทิ้งขยะให้ถูกถัง” เท่านั้น แต่ต้องเป็นการบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตของวัสดุ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หลักการสำคัญของ Waste Management

โดยทั่วไป การจัดการขยะสมัยใหม่อาศัยหลักการ 3Rs และขยายเป็น 5Rs ดังนี้:

1. Reduce – ลดการใช้

ลดการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดขยะ และลดของใช้ที่ไม่จำเป็น เช่น ใช้แก้วน้ำส่วนตัว งดรับถุงพลาสติก เป็นต้น

2. Reuse – ใช้ซ้ำ

นำของเดิมกลับมาใช้ใหม่ เช่น กล่องพลาสติก ถุงผ้า ขวดแก้ว

3. Recycle – รีไซเคิล

เปลี่ยนวัสดุใช้แล้วเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าใหม่ เช่น ขวด PET สามารถผลิตเป็นเส้นใยผ้า

4. Recover – กู้พลังงานคืน

นำขยะไปใช้เป็นพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าขยะ

5. Refuse – ปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น

ปฏิเสธการรับของที่ก่อขยะ เช่น หลอดพลาสติก ช้อนส้อมใช้ครั้งเดียวทิ้ง

หลักการเหล่านี้เป็นหัวใจของระบบ Waste Management เพื่อสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

eco warriors gather around bountiful feast 2024 11 16 04 03 52 utc 1

การจัดการขยะ 4 ประเภท มีอะไรบ้าง?

แม้ในความจริงจะมีการแบ่งประเภทขยะได้หลากหลาย แต่การจัดการขยะในระดับครัวเรือนและชุมชนมักแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งเหมาะสำหรับการคัดแยกเบื้องต้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการหรือกำจัดอย่างถูกต้อง

ต่อไปนี้คือขยะ 4 ประเภทที่ต้องรู้:

1. ขยะทั่วไป (General Waste)

ขยะทั่วไป คือขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ หรือรีไซเคิลได้ยาก เช่น

  • ซองขนม
  • เศษผ้าสกปรก
  • กระดาษชำระใช้แล้ว
  • กล่องพลาสติกที่ปนเปื้อนหนัก
  • เศษกระเบื้อง เศษไม้

วิธีจัดการ:

  • แยกออกจากขยะรีไซเคิลโดยเด็ดขาด
  • ลดการใช้โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์น้อย
  • กำจัดโดยการฝังกลบหรือเผาในสถานที่ที่ได้มาตรฐาน

2. ขยะรีไซเคิล (Recyclable Waste)

เป็นวัสดุที่สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ เช่น

  • ขวดพลาสติก PET
  • กระป๋องอลูมิเนียม
  • กระดาษลัง กระดาษขาว
  • แก้ว
  • เศษโลหะ

วิธีจัดการ:

  • ทำความสะอาดก่อนทิ้งเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  • คัดแยกตามวัสดุ เช่น แยกพลาสติกออกจากกระดาษ
  • ส่งเข้าจุดรับรีไซเคิลหรือร้านรับซื้อของเก่า

การรีไซเคิลช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไม้ น้ำมัน และลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมผลิตใหม่

3. ขยะอันตราย (Hazardous Waste)

เป็นขยะที่มีสารเคมีหรือส่วนประกอบที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เช่น

  • ถ่านไฟฉาย
  • หลอดไฟ
  • แบตเตอรี่
  • กระป๋องสเปรย์
  • สีทาบ้าน
  • อิเล็กทรอนิกส์

วิธีจัดการ:

  • ห้ามทิ้งรวมกับขยะทั่วไปเด็ดขาด
  • เก็บในภาชนะที่แข็งแรงและปิดสนิท
  • นำไปทิ้งที่จุดรับขยะอันตรายของเทศบาล หรือศูนย์กำจัดเฉพาะทาง

4. ขยะอินทรีย์ หรือขยะเปียก (Organic Waste / Food Waste)

เป็นขยะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น

  • เศษอาหาร
  • เปลือกผลไม้
  • เศษผัก
  • กากกาแฟ
  • เศษใบไม้

ขยะอินทรีย์เป็นสัดส่วนใหญ่ของขยะในประเทศไทย (กว่า 50%) และมักเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นและก๊าซมีเทนหากจัดการไม่ถูกวิธี

opening lid of bucket with compost 2025 03 14 00 35 40 utc 1

ทำไมการจัดการ Food Waste จึงสำคัญ?

Food Waste หรือ “ขยะอาหาร” เป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะ:

  • เมื่อย่อยสลายในที่ฝังกลบจะปล่อย ก๊าซมีเทน (Methane) ซึ่งมีอานุภาพทำลายชั้นบรรยากาศมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า
  • ขยะอาหารหมายถึงการสูญเสียทรัพยากร เช่น น้ำ พลังงาน และแรงงานที่ใช้ในการผลิตอาหาร
  • เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและสัตว์พาหะ เช่น หนู แมลงวัน

ดังนั้น การจัดการ Food Waste จึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของ Waste Management ยุคใหม่

วิธีจัดการ Food Waste อย่างยั่งยืน

มีหลายวิธีในการจัดการขยะอาหารที่สามารถปรับใช้ได้ทั้งในบ้าน ร้านอาหาร โรงแรม และองค์กร

1. ลดตั้งแต่ต้นทาง (Source Reduction)

วิธีนี้ดีที่สุดเพราะช่วยลดขยะก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น:

  • วางแผนการซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า
  • เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น
  • จัดเก็บอาหารให้ถูกวิธีเพื่อลดการเน่าเสีย
  • แยกของที่จะหมดอายุไว้ด้านหน้า

การจัดการตั้งแต่ต้นทางช่วยลดขยะได้มากและประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

2. นำอาหารที่ยังกินได้ไปบริจาค

สำหรับร้านอาหาร โรงแรม หรือครัวเรือนที่มีอาหารส่วนเกิน “แต่ยังไม่เสียและปลอดภัย” สามารถบริจาคให้กับองค์กรที่ช่วยเหลือผู้ขาดแคลน เช่น:

  • ข้าวกล่อง
  • เบเกอรี่
  • พืชผักผลไม้ที่สภาพไม่สวยแต่กินได้
  • อาหารปรุงสุกที่เก็บรักษาอย่างถูกสุขลักษณะ

หลายประเทศเริ่มมีแพลตฟอร์มตัวกลาง เช่น แอปลดราคาขยะอาหาร (Food Rescue) ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความนิยมในไทยเช่นกัน

3. ทำปุ๋ยหมัก (Composting)

เป็นวิธีที่นิยมและได้ผลดีที่สุดในการจัดการเศษอาหาร โดยใช้การย่อยสลายตามธรรมชาติหรือใช้ระบบช่วยหมัก

วิธีการทำปุ๋ยหมักที่นิยม:

  • กองปุ๋ยหมัก (Compost Pile) — เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่
  • ปุ๋ยหมักแบบบกาชิ (Bokashi) — ใช้จุลินทรีย์หมักแบบไร้ออกซิเจน
  • ปุ๋ยหมักแบบไส้เดือน (Vermicomposting) — ได้ปุ๋ยคุณภาพสูง

ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้การหมักเศษอาหารง่ายขึ้น เช่น HASS ถังหมักเศษอาหาร ที่ออกแบบมาเพื่อหมักขยะอินทรีย์ในบ้านโดยไม่เกิดกลิ่นเหม็น ลดพื้นที่การทิ้ง ลดความสกปรก และช่วยเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยใช้เองได้อย่างสะดวก เหมาะกับครัวเรือนยุคใหม่ที่ต้องการจัดการ Food Waste อย่างมีประสิทธิภาพ

4. นำไปผลิตพลังงาน (Biogas / Waste-to-Energy)

ขยะอาหารสามารถนำไปผลิตพลังงานได้ เช่น:

  • ก๊าซชีวภาพ (Biogas) – ใช้ในโรงเรือน ฟาร์ม หรือโรงงาน
  • พลังงานไฟฟ้า ในโรงไฟฟ้าขยะอินทรีย์

เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่หรือชุมชนที่มีปริมาณขยะมาก

5. แยกเศษอาหารออกจากขยะอื่นตั้งแต่ต้น

การทิ้งเศษอาหารปะปนกับขยะทั่วไปจะทำให้ขยะทั้งหมดสกปรก รีไซเคิลไม่ได้ และมีกลิ่นเหม็น

ดังนั้นควรมี:

  • ถังขยะอาหารแยกต่างหาก
  • ถุงใส่เศษอาหารที่เป็นแบบย่อยสลาย (Biodegradable bags)
  • ระบบแยกเปียก-แห้งที่ชัดเจนในบ้านหรือร้านอาหาร

เคล็ดลับในการจัดการ Food Waste สำหรับบ้าน ร้านอาหาร และองค์กร

สำหรับครัวเรือน:

  • เก็บผักด้วยกระดาษซับความชื้น
  • แช่แข็งเนื้อสัตว์ที่ยังไม่ใช้
  • เก็บเปลือกผักผลไม้สำหรับทำปุ๋ยหรือทำชาผลไม้
  • วางป้ายเตือนวันหมดอายุในตู้เย็น

สำหรับร้านอาหาร/โรงแรม:

  • ใช้ระบบ Portion Control เพื่อควบคุมปริมาณเสิร์ฟ
  • นำเศษอาหารไปผลิตปุ๋ยหรือส่งให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์
  • วิเคราะห์เมนูที่ก่อให้เกิดขยะมากและปรับสูตร

สำหรับองค์กรหรือออฟฟิศ:

  • มีถังคัดแยกหลายประเภท
  • จัดกิจกรรม Zero Waste
  • ร่วมมือกับบริษัทกำจัดขยะที่ได้มาตรฐาน

สรุป: Waste Management ต้องเริ่มที่ทุกคน

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า Waste Management ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือองค์กรใหญ่ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ในชีวิตประจำวัน การคัดแยกขยะ 4 ประเภท ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะอินทรีย์ ช่วยให้กระบวนการจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะ Food Waste ที่เป็นปริมาณขยะหลักของประเทศ การจัดการอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการลดตั้งแต่ต้นทาง การทำปุ๋ยหมัก หรือการส่งต่อเพื่อสร้างประโยชน์ ล้วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสังคมที่ยั่งยืนได้

การจัดการขยะที่ดีเริ่มจาก “การแยกอย่างถูกต้อง” และ “การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” หากทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่า

The post วิธีจัดการขยะและ food waste อย่างมีประสิทธิภาพ appeared first on Sec Live News.

]]>
7040
ถั่วโปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ ทางเลือกเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดี https://seclivenews.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%88/ Wed, 16 Jul 2025 09:44:27 +0000 https://seclivenews.com/?p=7035 ถั่วไม่ได้มีดีแค่รสชาติและความอิ่มท้อง แต่ยังอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น พร้อมแล้วเข้าไปอ่านพร้อมๆ กันเลย

The post ถั่วโปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ ทางเลือกเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดี appeared first on Sec Live News.

]]>
ในยุคที่ใครหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพและรูปร่างของตนเอง “อาหารที่มีโปรตีนสูงแต่แคลอรี่ต่ำ” กลายเป็นคำค้นหายอดนิยม ถั่วนานาชนิดเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังให้พลังงานที่เหมาะสม และช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบร่างกายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควบคุมน้ำหนัก หรือแม้กระทั่งลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ

ถั่วไม่ได้มีดีแค่รสชาติและความอิ่มท้อง แต่ยังอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับถั่วชนิดต่างๆ ที่ขึ้นชื่อว่า “โปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ” พร้อมแนะนำวิธีเลือกรับประทานให้เหมาะสมกับเป้าหมายของคุณ

ถั่วเหลือง: แหล่งโปรตีนสมบูรณ์แบบจากธรรมชาติ

หากพูดถึงถั่วที่ให้โปรตีนสูงที่สุดในบรรดาพืชทั้งหมด คงหนีไม่พ้น “ถั่วเหลือง” เพราะถั่วชนิดนี้เป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนโดยไม่พึ่งพาเนื้อสัตว์

  • โปรตีน: 36 กรัม / 100 กรัม (ดิบ)
  • แคลอรี่: 446 กิโลแคลอรี่ / 100 กรัม (ดิบ)

แม้จะมีแคลอรี่ค่อนข้างสูง แต่หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถให้โปรตีนในระดับที่คุ้มค่า ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เทมเป้ และนมถั่วเหลือง มักมีแคลอรี่ต่ำกว่าและสามารถนำไปใช้ในมื้ออาหารต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

ถั่วเลนทิล: โปรตีนสูง ไฟเบอร์เยอะ แคลอรี่ต่ำ

ถั่วเลนทิล หรือ Lentils เป็นถั่วที่อุดมไปด้วยโปรตีนและใยอาหาร อีกทั้งยังมีแคลอรี่ต่ำกว่าถั่วหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร

  • โปรตีน: 24 กรัม / 100 กรัม
  • แคลอรี่: 352 กิโลแคลอรี่ / 100 กรัม

ถั่วเลนทิลมีคุณสมบัติช่วยให้อิ่มท้องนาน ลดการหิวจุกจิก และเหมาะสำหรับใช้ทำสลัด ซุป หรือนำไปปรุงเป็นอาหารมังสวิรัติ

ถั่วชิกพี (ถั่วลูกไก่): โปรตีนปานกลาง ความอเนกประสงค์สูง

ถั่วชิกพี หรือที่เรียกกันว่าถั่วลูกไก่ เป็นอีกหนึ่งถั่วที่นิยมนำมาใช้ในอาหารสุขภาพ เช่น ฮัมมัส แกงถั่ว หรือสลัดเมดิเตอร์เรเนียน

  • โปรตีน: 20 กรัม / 100 กรัม
  • แคลอรี่: 378 กิโลแคลอรี่ / 100 กรัม

แม้จะไม่ได้มีแคลอรี่ต่ำเท่ากับถั่วเลนทิล แต่ถั่วชิกพีก็มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เช่น ไฟเบอร์ โฟเลต เหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการอาหารหลากหลายและดีต่อสุขภาพ

ถั่วเปลือกแข็ง: โปรตีนดี ไขมันดี แต่ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม

ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง และถั่วพิสตาชิโอ เป็นแหล่งของไขมันดีที่ร่างกายต้องการ พร้อมกับโปรตีนและไฟเบอร์ แม้จะมีแคลอรี่สูงกว่าถั่วตระกูลพืช แต่หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมก็ให้ประโยชน์อย่างมาก

อัลมอนด์:

  • โปรตีน 21 กรัม / แคลอรี่ 579 กิโลแคลอรี่
  • อุดมด้วยวิตามินอีและแมกนีเซียม เหมาะกับการทานเล่นหรือโรยหน้าสลัด

มะม่วงหิมพานต์:

  • โปรตีน 18 กรัม / แคลอรี่ 553 กิโลแคลอรี่
  • ให้รสสัมผัสกรุบกรอบ นิยมใส่ในอาหารไทยหรือผัดแบบเอเชีย

ถั่วลิสง:

  • โปรตีน 26 กรัม / แคลอรี่ 567 กิโลแคลอรี่
  • ราคาประหยัด อุดมด้วยไบโอตินและวิตามินบี

ถั่วพิสตาชิโอ:

  • โปรตีน 20 กรัม / แคลอรี่ 562 กิโลแคลอรี่
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และเหมาะสำหรับช่วยลดความเครียด

ถั่วตระกูลอื่นๆ ที่ให้โปรตีนสูง แคลอรี่กำลังดี

นอกจากถั่วที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีถั่วอีกหลายชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่แพ้กัน:

ถั่วดำ:

  • โปรตีน 21 กรัม / แคลอรี่ 341 กิโลแคลอรี่
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและดูแลหัวใจ

ถั่วแดง:

  • โปรตีน 24 กรัม / แคลอรี่ 337 กิโลแคลอรี่
  • มีธาตุเหล็กและไฟเบอร์สูง เหมาะสำหรับเสริมพลังงาน

ถั่วเขียว:

  • โปรตีน 23 กรัม / แคลอรี่ 347 กิโลแคลอรี่
  • ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย และเหมาะกับการทำขนมไทยหรือน้ำถั่วเขียว

ถั่วปากอ้า:

  • โปรตีน 26 กรัม / แคลอรี่ 341 กิโลแคลอรี่
  • มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย และสามารถทำเป็นซุปหรือต้มสุกทานเล่น

แล้วเราควรเลือกถั่วแบบไหน?

การเลือกถั่วที่มีโปรตีนสูงแต่แคลอรี่ต่ำนั้น ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ เช่น:

  • ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อหรือทดแทนเนื้อสัตว์: ถั่วเหลือง และถั่วปากอ้า คือคำตอบ
  • ต้องการควบคุมน้ำหนัก: ถั่วเลนทิล ถั่วดำ และถั่วเขียว เหมาะอย่างยิ่ง
  • ต้องการทานเล่นแบบมีไขมันดี: อัลมอนด์ และพิสตาชิโอ ตอบโจทย์ แต่ควรควบคุมปริมาณ
  • ต้องการถั่วอเนกประสงค์ใช้ทำอาหารได้หลากหลาย: ถั่วชิกพีและถั่วแดงเป็นตัวเลือกที่ดี

เคล็ดลับการรับประทานถั่วอย่างเหมาะสม

  1. ควรแช่น้ำก่อนปรุง: ถั่วบางชนิดควรแช่น้ำอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ย่อยง่าย และลดสารต้านโภชนาการ
  2. ควบคุมปริมาณ: แม้ถั่วจะดีต่อสุขภาพ แต่การบริโภคเกินความจำเป็นอาจทำให้ได้รับแคลอรี่มากเกินไป
  3. ผสมให้หลากหลาย: สลับถั่วแต่ละชนิดในมื้ออาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย
  4. หลีกเลี่ยงถั่วปรุงรส: ถั่วอบเกลือหรือทอดอาจมีโซเดียมและไขมันทรานส์สูง

สรุป: ถั่วเป็นอาหารธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ

การเลือกรับประทานถั่วอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และดูแลรูปร่าง แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพโดยรวมได้อย่างยอดเยี่ยม ถั่วเป็นอาหารจากธรรมชาติที่ให้โปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ (ถ้าเลือกอย่างชาญฉลาด) และมีสารอาหารครบถ้วนเหมาะสมกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพในทุกช่วงวัย

หากคุณกำลังมองหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ถั่วอาจเป็นคำตอบที่คุณมองหาอยู่ในทุกมื้ออาหารประจำวันของคุณ

The post ถั่วโปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ ทางเลือกเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดี appeared first on Sec Live News.

]]>
7035
3 อันตรายร้ายแรง หากคุณมองข้ามไฟเตือนน้ำมัน https://seclivenews.com/3-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87/ Thu, 26 Jun 2025 09:10:02 +0000 https://seclivenews.com/?p=7031 หากคุณปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันขึ้นโดยไม่รีบเติม อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูง ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปดูว่าทำไมไม่ควรนิ่งนอนใจกับไฟเตือนน้ำมัน

The post 3 อันตรายร้ายแรง หากคุณมองข้ามไฟเตือนน้ำมัน appeared first on Sec Live News.

]]>
หากคุณเป็นคนที่ขับรถบ่อยๆ คุณคงเคยเจอไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดขึ้นมาบนหน้าปัดอย่างน้อยสักครั้ง สำหรับหลายคน นี่คือสัญญาณให้รีบไปปั๊มน้ำมันทันที แต่สำหรับบางคนอาจเลือกจะ “ขับต่ออีกนิด” จนกว่าจะถึงสถานีถัดไป หรือจนกว่าจะสะดวกเติม

แม้ว่าจะดูเหมือนไม่เป็นอะไร หากทำเป็นครั้งคราว แต่หากคุณทำบ่อยๆ การปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันขึ้นโดยไม่รีบเติม อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูง ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปดู 3 คำเตือนว่าทำไมไม่ควรนิ่งนอนใจกับไฟเตือนน้ำมัน

1. ความเสียหายต่อชิ้นส่วนสำคัญของรถ

น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงแต่เป็นพลังงานให้รถวิ่งเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนให้กับอุปกรณ์ภายในระบบเชื้อเพลิง เมื่อระดับน้ำมันในถังต่ำเกินไป อาจทำให้เกิดความเสียหายกับชิ้นส่วนสำคัญหลายจุด

ปั๊มน้ำมัน (หรือที่คนไทยเรียกว่า “ปั๊มติ๊ก”) พัง

ปั๊มติ๊กทำหน้าที่ดูดน้ำมันจากถังแล้วส่งไปยังเครื่องยนต์ โดยทั่วไปจะจุ่มอยู่ในถังน้ำมัน ซึ่งตัวน้ำมันเองจะช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนให้ปั๊ม

  • เมื่อน้ำมันใกล้หมด ปั๊มอาจดูดอากาศแทนน้ำมัน
  • การทำงานแบบ “แห้ง” จะทำให้ปั๊มร้อนจัด
  • เมื่อเกิดซ้ำๆ ปั๊มจะเสื่อมสภาพและพังได้เร็วขึ้น

การเปลี่ยนปั๊มติ๊กมีค่าใช้จ่ายหลายพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ

ระบบเชื้อเพลิงอุดตัน

เมื่อขับจนเกือบหมดถัง ปั๊มติ๊กอาจดูดเอาตะกอนหรือสิ่งสกปรกที่ก้นถังเข้าไปด้วย ซึ่งจะ:

  • อุดตันกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
  • ไปถึงหัวฉีด ทำให้การฉีดเชื้อเพลิงผิดปกติ
  • ส่งผลให้เครื่องยนต์สะดุด กำลังตก

ในกรณีรุนแรง อาจต้องล้างหัวฉีดหรือเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

ความเสียหายต่อแคทตาไลติก คอนเวอร์เตอร์

อุปกรณ์นี้อยู่ในระบบไอเสีย มีหน้าที่ควบคุมมลพิษ หากน้ำมันในถังน้อย การจ่ายน้ำมันไปยังเครื่องยนต์อาจไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดอาการ “จุดระเบิดผิดจังหวะ” หรือ “Misfire” และมีน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดออกมาทางท่อไอเสีย

  • เมื่อน้ำมันที่ยังไม่เผาไหม้ไปเจอความร้อนสูงในแคทตาไลติก
  • จะทำให้แคทตาไลติกหลอมละลายหรือเสียหาย
  • ค่าเปลี่ยนแคทตาไลติกสูงมาก

2. ปัญหาเฉพาะของเครื่องยนต์ดีเซล

รถกระบะหรือรถขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะเจอปัญหาที่ซับซ้อนกว่ารถเบนซิน หากปล่อยให้น้ำมันหมดถัง

อากาศเข้าในระบบเชื้อเพลิง

เครื่องยนต์ดีเซลไวต่อการมี “ฟองอากาศ” ในระบบมาก หากน้ำมันหมด:

  • อากาศจะเข้าไปในท่อทางเดินน้ำมัน
  • ทำให้แรงดันน้ำมันไม่สม่ำเสมอ
  • สตาร์ทรถไม่ติด แม้จะเติมน้ำมันแล้วก็ตาม

วิธีแก้คือต้องทำการ “ไล่ลม” หรือ bleeding ซึ่งต้องใช้ความชำนาญ บางครั้งต้องเรียกช่างมาช่วย เพิ่มค่าใช้จ่ายและเสียเวลา

แรงดันตก ส่งผลต่อสมรรถนะ

เครื่องดีเซลต้องใช้แรงดันที่แน่นอนในการจ่ายน้ำมัน หากน้ำมันต่ำเกินไป แรงดันจะตกลง ทำให้:

  • เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
  • อัตราเร่งลดลง
  • เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

3. เสี่ยงต่ออุบัติเหตุและค่าใช้จ่ายแฝง

นอกจากปัญหาทางเทคนิคแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจตามมาโดยที่คุณไม่รู้ตัว

เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

หากรถดับกลางทาง โดยเฉพาะบนทางด่วน สะพาน หรือทางโค้ง อาจทำให้รถคันหลังเบรกไม่ทัน เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้ง่าย

อันตรายจากการจอดในที่เปลี่ยว

หากรถดับในที่เปลี่ยว กลางคืน หรือถนนที่คุณไม่คุ้นเคย อาจเสี่ยงต่อการถูกจี้ปล้น หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่คาดไม่ถึง

เสียเวลาและค่าใช้จ่าย

เมื่อรถน้ำมันหมดกลางทาง คุณอาจต้อง:

  • เรียกบริการฉุกเฉินหรือปั๊มมาเติมน้ำมันให้ (มีค่าใช้จ่าย)
  • เรียกรถลากไปอู่ซ่อม (เสียทั้งเงินและเวลา)
  • เสียเวลารอความช่วยเหลือ อาจกระทบกับงานหรือชีวิตประจำวัน

เคล็ดลับง่ายๆ ป้องกันปัญหาน้ำมันหมด

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่กล่าวมา คุณสามารถทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้:

  1. เติมน้ำมันเมื่อระดับเหลือ 1 ใน 4 ของถัง
    • ปลอดภัย และไม่ต้องรีบร้อนหาเติม
  2. สังเกตการสิ้นเปลืองของรถ
    • หากน้ำมันลดเร็วผิดปกติ ควรตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง
  3. เลือกเติมน้ำมันจากปั๊มที่น่าเชื่อถือ
    • ลดโอกาสเจอเชื้อเพลิงปนเปื้อน
  4. บำรุงรักษาระบบเชื้อเพลิงสม่ำเสมอ
    • ล้างหัวฉีด เปลี่ยนกรองน้ำมันตามกำหนด
  5. อย่าเชื่อแค่ตัวเลข Range ที่หน้าจอ
    • ตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงตามสภาพการขับขี่ ไม่แม่นเสมอไป

สรุป: อย่าประมาทไฟเตือนน้ำมัน

แม้การปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันขึ้นอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่หากทำเป็นนิสัย ก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ทั้งเรื่องเงิน ความปลอดภัย และเวลาชีวิต

ไม่ว่าคุณจะขับรถเบนซินหรือดีเซล การเติมน้ำมันให้เพียงพอถือเป็นหนึ่งในวิธีง่ายที่สุดในการดูแลรถให้อยู่ในสภาพดี ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

เพราะเรื่องน้ำมัน…อย่าคิดว่า “แค่นิดเดียว” จะไม่เป็นไร — อาจเสียเยอะกว่าที่คุณคิดไว้

The post 3 อันตรายร้ายแรง หากคุณมองข้ามไฟเตือนน้ำมัน appeared first on Sec Live News.

]]>
7031
น้ำ 8 แก้วต่อวันเท่ากับกี่ลิตร และเหตุผลที่คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอ https://seclivenews.com/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-8-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81/ Wed, 15 Jan 2025 08:40:33 +0000 https://seclivenews.com/?p=7026 เคยสงสัยไหมว่า 8 แก้วนั้นเท่ากับปริมาณน้ำกี่ลิตร? และเหตุใดการดื่มน้ำจึงสำคัญต่อร่างกายของเรา? เราลองมาดูกันเลย

The post น้ำ 8 แก้วต่อวันเท่ากับกี่ลิตร และเหตุผลที่คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอ appeared first on Sec Live News.

]]>
หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเพื่อสุขภาพที่ดี แต่เคยสงสัยไหมว่า 8 แก้วนั้นเท่ากับปริมาณน้ำกี่ลิตร? และเหตุใดการดื่มน้ำจึงสำคัญต่อร่างกายของเรา?

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

การคำนวณปริมาณน้ำ 8 แก้ว

ในการคำนวณปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวันนั้น เราสามารถใช้เกณฑ์ทั่วไปที่ว่าแก้วมาตรฐาน 1 ใบมีความจุประมาณ 250 มิลลิลิตร (ml) ต่อใบ ดังนั้น หากดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน ปริมาณน้ำทั้งหมดจะเท่ากับ:

เมื่อแปลงหน่วยจากมิลลิลิตรเป็นลิตร เราจะแบ่งด้วย 1,000 เนื่องจาก 1,000 มิลลิลิตรเท่ากับ 1 ลิตร ผลลัพธ์ที่ได้คือ: 250 x 8 = 2,000 มล.

ดังนั้น การดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวันเท่ากับการดื่มน้ำปริมาณ 2 ลิตร ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ในบางกรณี อาจมีความต้องการน้ำมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ กิจกรรมในแต่ละวัน และสภาพอากาศ

ทำไมน้ำจึงสำคัญต่อร่างกาย

น้ำเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกายมนุษย์ โดยร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 60-70% น้ำมีบทบาทสำคัญในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น:

  1. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
    น้ำช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายผ่านการระเหยของเหงื่อ ซึ่งช่วยลดความร้อนและป้องกันการเกิดอาการร้อนเกินไป (Heat Stroke)
  2. การลำเลียงสารอาหารและออกซิเจน
    น้ำช่วยลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยกำจัดของเสียออกจากเซลล์ผ่านทางปัสสาวะและเหงื่อ
  3. การช่วยย่อยอาหาร
    น้ำช่วยในการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารในลำไส้ หากร่างกายขาดน้ำ กระบวนการย่อยอาหารอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  4. การรักษาสมดุลของสารเคมีในร่างกาย
    น้ำมีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลของเกลือแร่และสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  5. การหล่อลื่นข้อและเนื้อเยื่อ
    น้ำช่วยในการหล่อลื่นข้อกระดูกและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ดวงตาและปาก เพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและลดการเสียดสี

สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาดน้ำ

หากร่างกายไม่ได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ อาจเกิดอาการขาดน้ำ (Dehydration) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจขาดน้ำ ได้แก่:

  • รู้สึกกระหายบ่อย
  • ปากแห้งและลิ้นแห้ง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • รู้สึกเหนื่อยล้าและไม่มีแรง
  • ผิวแห้งหรือหยาบกร้าน
  • มีอาการปวดศีรษะหรือเวียนหัว

หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบร้ายแรง เช่น ความดันโลหิตต่ำ ปัญหาไต หรือการทำงานของสมองที่ผิดปกติ

วิธีเพิ่มการดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน

การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม ต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น:

  1. เริ่มต้นวันด้วยน้ำแก้วแรก
    หลังจากตื่นนอน ดื่มน้ำ 1 แก้วทันทีเพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารและเริ่มต้นวันอย่างสดชื่น
  2. พกขวดน้ำติดตัว
    ใช้ขวดน้ำที่มีปริมาตรชัดเจน เช่น ขวด 1 ลิตร หรือ 500 มิลลิลิตร เพื่อช่วยเตือนให้คุณดื่มน้ำบ่อยขึ้น
  3. ตั้งเวลาเตือน
    ใช้แอปพลิเคชันหรือการตั้งปลุกเตือนเพื่อดื่มน้ำทุก ๆ ชั่วโมง
  4. เลือกน้ำที่มีรสชาติ
    หากคุณรู้สึกเบื่อการดื่มน้ำเปล่า ลองเติมผลไม้สด เช่น มะนาว ส้ม หรือแตงกวาลงไปในน้ำเพื่อเพิ่มรสชาติ
  5. เพิ่มการบริโภคอาหารที่มีน้ำสูง
    ผักและผลไม้บางชนิด เช่น แตงโม ส้ม แตงกวา แก้วมังกร และเซเลอรี่ มีปริมาณน้ำสูงและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย

สรุป

การดื่มน้ำวันละ 8 แก้วหรือประมาณ 2 ลิตร เป็นคำแนะนำทั่วไปที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ น้ำมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย ตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิไปจนถึงการลำเลียงสารอาหารและออกซิเจน การดื่มน้ำให้เพียงพอไม่เพียงช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างราบรื่น แต่ยังช่วยป้องกันอาการขาดน้ำและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

เริ่มต้นดูแลสุขภาพของคุณได้ง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน แล้วคุณจะพบว่าการมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ อย่างการดื่มน้ำเพียงพอในแต่ละวัน!

The post น้ำ 8 แก้วต่อวันเท่ากับกี่ลิตร และเหตุผลที่คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอ appeared first on Sec Live News.

]]>
7026
อายุเท่าไรเข้าผับได้ อายุ 18 เข้าผับได้ไหม https://seclivenews.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/ Wed, 13 Dec 2023 01:35:19 +0000 https://seclivenews.com/?p=7017 นักท่องราตรีควรรู้และจำไว้เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาทำผิดกฏหมาย เข้าผับอายุไม่ถึง 20 เข้าร้านเหล้า โทษของตัวบุคคลถูกปรับและอาจติดคุก ส่วนเจ้าของสถานบริการถือว่าทำผิดกฏหมายและมีโทษเช่นกัน  โดยกฏหมายห้ามเข้าผับในประเทศไทยที่ยังคงใช้อยู่ปัจจุบัน มีด้วยกัน 2 ฉบับ คือ มาตราที่ 16 และ มาตราที่ 29 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการจำหน่ายเครื่องดื่ม และข้อห้ามของอายุในการเข้าใช้บริการสถานที่บันเทิง ซึ่งมีใจความดังนี้  พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16 กำหนดไว้ว่า ห้ามเจ้าของสถานบริการจ้างพนักงานที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เข้าทำงานในสถานบริการ และในมาตรา 16/1 ได้กำหนดอายุผู้เข้าใช้บริการสถานบันเทิง “ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 29 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์” ด้วยเหตุนี้ สถานที่บริการและแหล่งให้ความบันเทิงทุกแห่งจึงต้องมีการตรวจบัตรประชาชน หรือเอกสารที่ทางราชการอออกให้ …

The post อายุเท่าไรเข้าผับได้ อายุ 18 เข้าผับได้ไหม appeared first on Sec Live News.

]]>
นักท่องราตรีควรรู้และจำไว้เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาทำผิดกฏหมาย เข้าผับอายุไม่ถึง 20 เข้าร้านเหล้า โทษของตัวบุคคลถูกปรับและอาจติดคุก ส่วนเจ้าของสถานบริการถือว่าทำผิดกฏหมายและมีโทษเช่นกัน 

โดยกฏหมายห้ามเข้าผับในประเทศไทยที่ยังคงใช้อยู่ปัจจุบัน มีด้วยกัน 2 ฉบับ คือ มาตราที่ 16 และ มาตราที่ 29 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการจำหน่ายเครื่องดื่ม และข้อห้ามของอายุในการเข้าใช้บริการสถานที่บันเทิง ซึ่งมีใจความดังนี้ 

พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16 กำหนดไว้ว่า ห้ามเจ้าของสถานบริการจ้างพนักงานที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เข้าทำงานในสถานบริการ และในมาตรา 16/1 ได้กำหนดอายุผู้เข้าใช้บริการสถานบันเทิง “ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 29 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์”

nightlife people having fun bars clubs

ด้วยเหตุนี้ สถานที่บริการและแหล่งให้ความบันเทิงทุกแห่งจึงต้องมีการตรวจบัตรประชาชน หรือเอกสารที่ทางราชการอออกให้ ก่อนจะให้ผ่านเข้าไปในสถานที่นั้น ๆ เพราะถ้าหากตำรวจหรือสายตรวจเข้าทำการตรวจ และพบเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ว่าจะเป็นในฐานะลูกค้าหรือลูกจ้าง หรือแม้แต่มากับผู้ปกครองก็ตาม ถือว่าเจ้าของผับทำผิดกฏหมาย 

  • โทษของผู้ฝ่าฝืนกฏหมายมาตรา 29 พ.ร.บ. ควบคุมแอลกอฮอล์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทังจำทั้งปรับ  
  • โทษของผู้ฝ่าฝืน มาตรา 26  พ.ศ. 2546 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

นอกจากนี้ สถานที่ให้บริการอาจถูกระงับ สั่งปิดกิจการ หรืองดให้บริการอย่างน้อยตามที่กฏหมายกำหนด คือ ครั้งละไม่เกิน 90 วัน 

friends clinking drink glasses modern bar
friends clinking drink glasses modern bar

พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 เป็นกฏหมายควบคุมสถานประกอบกิจการ สถานบริการ ไม่ให้มีการประกอบธุรกิจผิดกฏหมาย เช่น การค้าประเวณี การเล่นการพนัน การค้ายาเสพติด และป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งมั่วสุมของเยาวชน ซึ่งผู้ประกอบกิจการสถานบริการจะต้องมีการขอใบอนุญาตและทำการต่ออายุทุกปี หากสถานที่ให้บริการใดยินยอมหรือปล่อยให้เยาวชนหรือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 เข้าไปในสถานบันเทิงของตน จะมีความผิดตามข้อกฏหมาย และอาจถูกสั่งพักใบอนุญาตการประกอบกิจการ ไม่ให้ต่ออายุ หรือสั่งปิดกิจการถาวร ดังนั้น เจ้าของผับหรือแหล่งให้ความบันเทิงต้องระมัดระวังให้มาก ตรวจสอบผู้เข้าใช้บริการอย่างเคร่งครัด รวมถึงการว่าจ้างงานพนักงานในร้านด้วยเช่นกัน 

w644

ส่วนผู้ที่ต้องการไปใช้บริการในฐานะลูกค้า ก็อย่าทำผิดกฏหมายการเข้าผับ ส่วนเยาวชนก็ควรรอให้อายุถึง 20 ปีก่อน จะได้เที่ยวอย่างสนุกและสบายใจ ไม่ทำผิดกฏหมาย ไม่เสียค่าปรับ และอย่าพยายามปลอมแปลงเอกสาร โกงอายุเพื่อได้เที่ยวนะ เพราะถ้าถูกจับ โดนหลายกระทงแน่ ๆ ผิดทั้งเรื่องอายุต่ำกว่าเกณฑ์ และผิดกฏหมายปลอมแปลงเอกสาร โทษหนักนะคะ 

The post อายุเท่าไรเข้าผับได้ อายุ 18 เข้าผับได้ไหม appeared first on Sec Live News.

]]>
7017
ย้อนยุคไปกับแม่หญิงการะเกด เราคือชนชั้นไหนในระบบสังคมไทยสมัยอยุธยา พร้อมสรุประบบการปกครองเมืองกรุงศรีฯ แบบรวบรัด https://seclivenews.com/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/ Wed, 01 Nov 2023 05:24:56 +0000 https://seclivenews.com/?p=7009 เชื่อว่าช่วงนี้ คนไทยหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์ไทยอีกครั้ง หลังจากที่ออเจ้าหรือแม่นายการะเกด จากละครย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยา เรื่อง พรหมลิขิต ซึ่งเป็นภาคต่อจาก บุพเพสันนิวาส ซึ่งมีตัวละครหลักที่คอยเดินเรื่อง และตัวละครเสริมอื่น ๆ เพิ่มเนื้อหาให้ละครมีสีสันและสนุกมากขึ้น ซึ่งบทบาทตัวละครในเรื่องก็มีตั้งแต่เจ้านาย ชาวบ้าน ไปจนถึงข้าทาส ที่ดูไปก็แอบงงเล็กน้อย เพราะวิชาความรู้ประวัติศาสตร์ที่เคยได้ร่ำเรียนมา คืนตำราและครูอาจารย์ไปเสียสิ้น วันนี้เลยจะมาชวนออเจ้าทั้งหลายทบทวนระบบชนชั้นสังคม และเศรษฐกิจสมัยอยุธยากันเสียหน่อย ช่วยให้เข้าใจเนื้อหา ได้ความรู้ผ่านตัวละครทุกบท เพิ่มอรรถรสในการชมยิ่งขึ้นค่ะ เริ่มสถาปนากรุงศรีอยุธยา  ก่อนยุคอยุธยา กรุงสุโขทัยเป็นเมืองใหญ่ที่มีเมืองขึ้นมากมาย รวมถึงเมืองอู่ทอง จนกระทั่งกรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงในราว ๆ ปี พ.ศ.1893 ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ เริ่มแข็งข้อ พระเจ้าอู่ทองได้สะสมกองกำลังและนำผู้คนที่อาศัยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางและตอนล่าง แยกตัวอิสระจากสุโขทัย แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยตั้งราชธานีบริเวณหนองโสนหรือบีงพระราม (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) และมีพระเจ้าอู่ทองเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทอง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิดีที่ 1 ครองราชย์กรุงศรีอยุธยานานถึง 20 ปี  ทำไมพระเจ้าอู่ทองทรงเลือกตั้งราชธานีที่หนองโสน  เนื่องจากทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์ในด้านยุทธศาสตร์ การคมนาคม และดีต่อเศรษฐกิจ เพราะบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นเกาะ มีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย ได้แก่ …

The post ย้อนยุคไปกับแม่หญิงการะเกด เราคือชนชั้นไหนในระบบสังคมไทยสมัยอยุธยา พร้อมสรุประบบการปกครองเมืองกรุงศรีฯ แบบรวบรัด appeared first on Sec Live News.

]]>
เชื่อว่าช่วงนี้ คนไทยหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์ไทยอีกครั้ง หลังจากที่ออเจ้าหรือแม่นายการะเกด จากละครย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยา เรื่อง พรหมลิขิต ซึ่งเป็นภาคต่อจาก บุพเพสันนิวาส ซึ่งมีตัวละครหลักที่คอยเดินเรื่อง และตัวละครเสริมอื่น ๆ เพิ่มเนื้อหาให้ละครมีสีสันและสนุกมากขึ้น ซึ่งบทบาทตัวละครในเรื่องก็มีตั้งแต่เจ้านาย ชาวบ้าน ไปจนถึงข้าทาส ที่ดูไปก็แอบงงเล็กน้อย เพราะวิชาความรู้ประวัติศาสตร์ที่เคยได้ร่ำเรียนมา คืนตำราและครูอาจารย์ไปเสียสิ้น วันนี้เลยจะมาชวนออเจ้าทั้งหลายทบทวนระบบชนชั้นสังคม และเศรษฐกิจสมัยอยุธยากันเสียหน่อย ช่วยให้เข้าใจเนื้อหา ได้ความรู้ผ่านตัวละครทุกบท เพิ่มอรรถรสในการชมยิ่งขึ้นค่ะ

เริ่มสถาปนากรุงศรีอยุธยา 

ก่อนยุคอยุธยา กรุงสุโขทัยเป็นเมืองใหญ่ที่มีเมืองขึ้นมากมาย รวมถึงเมืองอู่ทอง จนกระทั่งกรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงในราว ๆ ปี พ.ศ.1893 ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ เริ่มแข็งข้อ พระเจ้าอู่ทองได้สะสมกองกำลังและนำผู้คนที่อาศัยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางและตอนล่าง แยกตัวอิสระจากสุโขทัย แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยตั้งราชธานีบริเวณหนองโสนหรือบีงพระราม (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) และมีพระเจ้าอู่ทองเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทอง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิดีที่ 1 ครองราชย์กรุงศรีอยุธยานานถึง 20 ปี 

ทำไมพระเจ้าอู่ทองทรงเลือกตั้งราชธานีที่หนองโสน 

เนื่องจากทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์ในด้านยุทธศาสตร์ การคมนาคม และดีต่อเศรษฐกิจ เพราะบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นเกาะ มีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และ แม่น้ำลพบุรี เป็นศูนย์กลางในการเดินทาง มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะต่อการทำการเกษตรกรรม อีกทั้งยังอยู่ใกล้ทะเล ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศได้ง่าย

11231878 719941844778733 7120226949785061266 o
ภาพจาก Facebook ราชธานีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา

การปกครองสมัยอยุธยาเป็นอย่างไร

การปกครองในสมัยอยุธยา กษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ซี่งเรียกว่า การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีโดยใช้ระยะเวลาถึง 417 ปี ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ 5 ราชวงศ์ ดังนี้ 

  1. ราชวงศ์อู่ทอง (พ.ศ.1893 – 1913 และ พ.ศ.1931 – 1952) 
  2. ราชวงศ์สุวรรณภูมิ (พ.ศ.1913 – 1931 และ พ.ศ.1952 – 2112)
  3. ราชวงศ์สุโขทัย (พ.ศ.2112 – 2172) 
  4. ราชวงศ์ปราสาททอง (พ.ศ.2172 – 2231) 
  5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ.2231 – 2310) 

การจัดระเบียบการปกครองในสมัยอยุธยา แบ่งออกเป็น 2 สมัย ดังนี้ 

1. สมัยอยุธยาตอนต้น (พ.ศ.1893 – พ.ศ.1991)

การปกครองส่วนกลาง หรือการปกครองภายในราชธานี เรียกว่า การปกครองแบบจตุสดมภ์ โดยมีขุนนาง 4 ฝ่าย ทำหน้าที่ ดังนี้ 

  1. กรมเวียง ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในราชธานี 
  2. กรมวัง ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีต่าง ๆ 
  3. กรมคลัง ทำหน้าที่เก็บราชทรัพย์และผลประโยชน์ของแผ่นดิน
  4. กรมนา ทำหน้าที่เก็บเสบียงไว้ใช้ในยามสงคราม และดูแลการทำเรือกสวน ไร่ นา 

การปกครองส่วนภูมิภาค ได้แก่ ตามหัวเมืองที่อยู่นอกราชธานี โดยจะมีการโปรดให้เจ้านาย หรือขุนนางที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง ซึ่งจะมีการแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 

  1. เมืองหน้าด่าน ได้แก่ เมืองที่อยู่รอบราชธานีทั้ง 4 ทิศ 
  2. เมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองที่อยู่ไม่ห่างจากราชธานีมากนัก 
  3. เมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองที่อยู่ห่างไกลจากราชธานีมาก 

2. สมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 – สิ้นสุดสมัยอยุธยา) 

พระบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดให้ปฏิรูปการปกครองครั้งสำคัญ ในปี พ.ศ.1991 โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้ 

มีการเปลี่ยนชื่อกรมของระบบจตุสดมภ์ 

  1. กรมเวียง เปลี่ยนเป็น นครบาล
  2. กรมวัง เปลี่ยนเป็น  ธรรมาธิกรณ์
  3. กรมคลัง เปลี่ยนเป็น โกษธิบดี 
  4. กรมนา เปลี่ยนเป็น เกษตราธิการ 

ทรงแบ่งหัวเมืองชั้นนอก ให้เป็นเมือง -ชั้นเอก -ชั้นโท -ชั้นตรี ตามลำดับ 

แยกฝ่ายทหารและพลเรือนออกจากกัน โดยทรงกำหนดให้

  1. สมุหกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร 
  2. สมุหนายก เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน 

การปกครองหัวเมืองประเทศราช ให้เจ้านายของชนชาตินั้นปกครองกันเอง โดยต้องมีการส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้ตามลำดับ 

K9837840 1
ภาพจาก http://www.nextsteptv.com/

การจัดระเบียบทางสังคมในสมัยอยุธยา  

ในสมัยอยุธยาจะใช้ระบบศักดินาจำแนกสถานะทางสังคม มีตั้งแต่สูงสุดไปจนถึงต่ำสุด ซึ่งมีองค์ประกอบของสังคม ดังนี้ 

ชนชั้นปกครอง ได้แก่ 

  1. พระมหากษัตริย์ มีฐานะเป็นสมมติเทพ มีอำนาจสูงสุด 
  2. เจ้านาย คือ เชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ 
  3. ขุนนาง คือ ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ โดยจะมีขุนนางหลายระดับ โดยพิจารณาจาก
  • ยศ  แสดงลำดับขั้นขุนนาง
  • ราชทินนาม เป็นนามที่ได้พระราชทาน แสดงถึงหน้าที่รับผิดชอบ 
  • ตำแหน่ง หน้าที่ในราชการ 
  • ศักดินา เป็นเครื่องกำหนดฐานะทางสังคม 

ชนชั้นใต้ปกครอง ประกอบไปด้วย 

  1. ไพร่  คือ พลเมืองสามัญ ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในสังคมอยุธยา (หากเทียบกับคนยุคปัจจุบัน เปรียบได้กับประชาชนคนชั้นกลาง ทำงานเสียภาษีให้กับรัฐฯ นั่นเอง) โดยทางกฏหมายในยุคนั้น กำหนดให้ไพร่ต้องสังกัดมูลนาย และถูกเกณฑ์แรงงานไปทำราชการให้หลวงปีละ 6 เดือน  โดยไม่มีเงินให้เป็นค่าตอบแทน แต่จะได้การปกป้องคุ้มครองจากมูลนายที่ตนสังกัดเป็นสิ่งตอบแทน  ไพร่ มี 2 ประเภท ได้แก่ 
  • ไพร่หลวง คือ ไพร่ที่ขึ้นทะเบียนสังกัดพระมหากษัตริย์โดยตรง ส่งส่วยแทนการรับราชการ สำหรับผู้หญิงไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน
  • ไพร่สม คือ ไพร่ที่ขึ้นสังกัดมูลนาย โดยมูลนายจะมีจำนวนไพร่ในสังกัดมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับยศ ตำแหน่ง และศักดินา 
  1. ทาส คือ ชนชั้นต่ำสุดในสมัยอยุธยา มีฐานะเป็นแรงงานและถือเป็นสมบัติของนาย มีค่าตัว ถูกซื้อขายได้  ทาส มี 7 ประเภท ได้แก่ 
  • ทาสสินไถ่ 
  • ทาสในเรือนเบี้ย
  • ทาสที่ได้จากบิดามารดา 
  • ทาสจากการที่มีผู้มอบให้
  • ทาสที่ช่วยเหลือจากทัณฑโทษ
  • ทาสอันได้เลี้ยงไว้ในยามทุพภิกขภัย
  • ทาสเชลย

วิธีการหลุดพ้นจากการเป็นทาส ได้แก่ 

  • การบวช 
  • ทาสที่แต่งงานกับนายทาสหรือญาติพี่น้องนายทาส 
  • ทาสที่ไปรบแล้วถูกจับเป็นเชลยและหนีรอดกลับมาหรือถูกปล่อยเป็นอิสระ
  • ทาสที่ฟ้องว่านายเป็นกบฏ 

พระสงฆ์ คือ ผู้ที่ได้รับความเคารพจากทุกชนชั้น ซึ่งคนในทุกชนชั้นสามารถบวชเป็นพระสงฆ์ได้ และเมื่อบวชแล้วจะมีฐานะเท่าเทียมกัน 

การศึกษาในสมัยอยุธยา 

การศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ของคนในสมัยอยุธยา มีดังนี้ 

  1. บ้าน เป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ในวงศ์ตระกูล 
  2. วัด เป็นสถานที่ศึกษาสำหรับเด็กผู้ชาย และการบวชเรียน 
  3. วัง เป็นสถานที่รวมนักปราชญ์และราชบัณฑิตทั้งหลาย 

อาชีพและระบบเศรษฐกิจสมัยอยุธยา 

อาชีพของชาวอยุธยา 

  1. ทำการเกษตร โดยมีอาชีพทำนาเป็นหลัก 
  2. หัตกรรม ผลิตงานฝีมือ โดยจะมีการรวมช่างฝีมืออยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน 
  3. ค้าขาย การค้าในอยุธยามี 2 แบบด้วยกัน คือ 

3.1) ค้าขายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นพืชผลผลิตทางการเกษตร 

3.2) ค้าขายระหว่างประเทศ ชาวอยุธยาสามารถค้าขายกับพ่อค้าต่างชาติได้โดยตรงอย่างเสรี โดยมีหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ ได้แก่ 

  • กรมท่าซ้าย ซึ่งมีโชฎีราชเศรษฐีเป็นเจ้ากรม (ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการชาวจีน) ดูแลกิจการค้าสำเภากับดินแดนตะวันออก
  • กรมท่าขวา มีจุฬาราชมนตรีเป็นเจ้ากรม ดูแลกิจการค้าสำเภากับดินแดนตะวันตก 

เงินตราที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา 

  1. พดด้วง ทำจากโลหะเงิน มีตราประทับหลายแบบ 
  2. เบี้ย คือ เปลือกหอยทะเลที่ถูกนำมาใช้แทนค่าเงิน 
  3. ไพและกล่ำ ทำจากโลหะที่ไม่ใช่เงิน 
  4. ประกับ ทำมาดินเผาที่มีการตีตราประทับ ใช้แทนเบี้ย 

สมัยอยุธยามีการเก็บอากรไหมและส่วยคืออะไร

เรามักจะได้ยินการส่งส่วย หรือแม้แต่ไพร่เองก็ยังต้องส่งส่วย ซึ่งส่วยเป็นส่วนหนึ่งของรายได้หมุนเวียนภายในสังคมคนสมัยอยุธยา ซึ่งประกอบไปด้วย 

  1. จังกอบ มี 2 แบบ คือ  จังกอบสินค้า และ จังกอบปากเรือ 
  2. อากร คือ ภาษีที่เก็บจากราษฎร โดยมีอากรค่านา อากรสมพัดสร อากรศุลกากร อากรสวน อากรตลาด อากรบ่อนเบี้ย อากรค่าน้ำ และ อากรสุรา 
  3. ฤชา คือ ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากราษฎรในกิจการที่ทางราชการจัดการให้
  4. ส่วย คือ เงินหรือข้าวของที่ต้องส่งให้ราชสำนัก เช่น บรรณาการ ส่วยแรงงาน เป็นต้น 

หวังว่าข้อมูลคร่าว ๆ เหล่านี้ จะช่วยทำความเข้าใจและเพิ่มอรรถรสในการรับชมละครอิงประวัตศาสตร์ไทยให้สนุกพร้อมได้สาระความรู้มากขึ้นนะเจ้าคะออเจ้า

The post ย้อนยุคไปกับแม่หญิงการะเกด เราคือชนชั้นไหนในระบบสังคมไทยสมัยอยุธยา พร้อมสรุประบบการปกครองเมืองกรุงศรีฯ แบบรวบรัด appeared first on Sec Live News.

]]>
7009
5 วิธีการเช็กนาฬิกาแท้ ดูยังไง https://seclivenews.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%ac%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89-%e0%b8%94/ Fri, 20 Oct 2023 01:25:34 +0000 https://seclivenews.com/?p=6999 “นาฬิกา” ช่วยให้เราได้รู้เวลา สามารถจัดการกิจวัตรต่างในแต่ละวันได้อย่างเป็นระบบ และช่วยให้ผู้คนมีความเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเวลาการเข้าเรียน เวลาทำงาน หรือการนัดหมาย ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ เลือกซื้อนาฬิกาข้อมือเพื่อใช้ดูเวลา และเดี๋ยวนี้การซื้อนาฬิกาข้อมือมีหลายช่องทางให้เลือกตามความสะดวก ทั้งร้านตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า หรือเลือกซื้อนาฬิกาผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะซื้อผ่านช่องทางไหน แต่ปัญหาที่หลายคนมักจะมีเหมือน ๆ กัน คือ เลือกซื้อนาฬิกาอย่างไรให้ได้ของแท้ หรือดูอย่างไรว่าเป็นนาฬิกาแท้ 100% ทางแอดมินได้นำ 5 ขั้นตอนวิธีสังเกตนาฬิกาของแท้ด้วยตัวเอง ให้ได้นำไปใช้ในการเลือกซื้อนาฬิกากันค่ะ  วิธีสังเกตนาฬิกาแบรนด์แท้  1. น้ำหนัก   การสังเกตนาฬิกาข้อมือ ข้อหลัก ๆ ที่เห็นได้ง่าย คือ วัสดุและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ผลิต เพราะแบรนด์นาฬิกาต่าง ๆ จะมีการคัดเลือกวัสดุ อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ประกอบนาฬิกาจำหน่ายในชื่อของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือน สายหนัง สเตนเลส ทองคำ หรือหัวเข็ม หน้าปัด อัญมณีต่าง ๆ ที่เป็นของแท้จะต้องมีคุณภาพดี ที่เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้ทันที หรือเมื่อหลังจากใช้งาน เพราะของคุณภาพดีจะมีความแตกต่างจากของปลอมโดยสิ้นเชิง  2. เช็ค Serial Number …

The post 5 วิธีการเช็กนาฬิกาแท้ ดูยังไง appeared first on Sec Live News.

]]>
“นาฬิกา” ช่วยให้เราได้รู้เวลา สามารถจัดการกิจวัตรต่างในแต่ละวันได้อย่างเป็นระบบ และช่วยให้ผู้คนมีความเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเวลาการเข้าเรียน เวลาทำงาน หรือการนัดหมาย ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ เลือกซื้อนาฬิกาข้อมือเพื่อใช้ดูเวลา และเดี๋ยวนี้การซื้อนาฬิกาข้อมือมีหลายช่องทางให้เลือกตามความสะดวก ทั้งร้านตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า หรือเลือกซื้อนาฬิกาผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะซื้อผ่านช่องทางไหน แต่ปัญหาที่หลายคนมักจะมีเหมือน ๆ กัน คือ เลือกซื้อนาฬิกาอย่างไรให้ได้ของแท้ หรือดูอย่างไรว่าเป็นนาฬิกาแท้ 100% ทางแอดมินได้นำ 5 ขั้นตอนวิธีสังเกตนาฬิกาของแท้ด้วยตัวเอง ให้ได้นำไปใช้ในการเลือกซื้อนาฬิกากันค่ะ 

วิธีสังเกตนาฬิกาแบรนด์แท้ 

close up clock with time change

1. น้ำหนัก  

การสังเกตนาฬิกาข้อมือ ข้อหลัก ๆ ที่เห็นได้ง่าย คือ วัสดุและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ผลิต เพราะแบรนด์นาฬิกาต่าง ๆ จะมีการคัดเลือกวัสดุ อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ประกอบนาฬิกาจำหน่ายในชื่อของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือน สายหนัง สเตนเลส ทองคำ หรือหัวเข็ม หน้าปัด อัญมณีต่าง ๆ ที่เป็นของแท้จะต้องมีคุณภาพดี ที่เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้ทันที หรือเมื่อหลังจากใช้งาน เพราะของคุณภาพดีจะมีความแตกต่างจากของปลอมโดยสิ้นเชิง 

closeup shot hands numbers hour marks black watch

2. เช็ค Serial Number นาฬิกา

เชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้เรื่องการสังเกตจากส่วนนี้ดีกันอยู่แล้ว แต่นับว่าเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญ และไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาแบรนด์ใดก็ตาม จะมีการจัดวาง Serial Number นาฬิกาไว้เสมอ บางแบรนด์อาจมีการวางตำแหน่งซีเรียลหรือนัมเบอร์ในจุดที่พิเศษ ที่เป็นกิมมิก หรือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นโดยเฉพาะ และอาจเป็นลิขสิทธิ์ที่ใครไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะอาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้  เพราะไม่ว่าใครเห็นก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นนาฬิกาแบรนด์อะไร 

front view sleeve man s suit hands with stylish watch

3. เสียงการเคลื่อนไหว 

เข็มนาฬิกาแบรนด์แท้แทบจะไม่มีเสียงให้ได้ยิน เพราะเข็มนาฬิกาแท้จะเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่มีสะดุดหรือติดขัด ทำให้การทำงานของเข็มนาฬิกาไม่มีเสียงให้ได้ยิน ดังนั้น เมื่อจะเลือกซื้อนาฬิกา ลองฟังเสียงการเดินของเข็มนาฬิกา เป็นอีกวิธีในการสังเกตนาฬิกาแท้หรือเทียมได้เช่นกัน 

close up seller s hands gloves shows exclusive men s watch from new collection luxury jewelry store

4. กล่องบรรจุภัณฑ์ 

นาฬิกาของแท้จะมีกล่องบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์นั้น ๆ ด้วยเสมอ เป็นเอกลักษณ์ และหน้าตาของแบรนด์ ซึ่งอาจเป็นกล่องเหล็ก กล่องสเตนเลส กล่องหนัง หรือกล่องผ้าอย่างดี สำหรับการเก็บใส่ให้เป็นระเบียบ และรักษารูปทรงนาฬิกาไว้ได้นาน ๆ 

watch black box bow tie lie white windowsill

5. คู่มือการใช้งาน 

นาฬิกาที่มีการบรรจุภัณฑ์ จะต้องมีคู่มือมาให้ในกล่องด้วยเสมอ โดยส่วนใหญ่คู่มือจะเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก อาจมีภาษาไทยควบคู่มาด้วย สำหรับระบุข้อมูลนาฬิกาเรือนนั้น ๆ  และวิธีการใช้งาน วิธีการเก็บรักษา และส่วนใหญ่ คู่มือที่มาพร้อมกับนาฬิกาแบรนด์แท้จะมีตัวเลขระบุไว้ ซึ่งเป็นเลขชุดเดียวกันกับตัวเรือนนาฬิกา 

หลักการสังเกตนาฬิกาแบรนด์แท้ 5 ช้อดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้น ที่สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อนาฬิกาของแท้ด้วยตัวเองเท่านั้น ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการเลือกซื้อนาฬิกาข้อมือชาย และนาฬิกาข้อมือหญิง แต่สำหรับการเลือกซื้อนาฬิกาช่องทางออนไลน์ อาจจะต้องใช้ในการพิจารณาจากร้านที่น่าเชื่อถือ หรือช่องทางที่ไว้ใจได้ มีการซื้อขายมานานแค่ไหน การตอบรับจากลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ทีมงานที่คอยให้คำแนะนำและตอบคำถาม รวมไปถึงบริการหลังการขายเป็นอย่างไร นอกจากนี้ การรีวิวจากผู้ซื้อและผู้ใช้บริการจริงก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยให้มั่นใจว่าได้เลือกซื้อนาฬิกาแท้ แบรนด์จริง แน่นอน 

The post 5 วิธีการเช็กนาฬิกาแท้ ดูยังไง appeared first on Sec Live News.

]]>
6999
6 สถานที่ปฏิบัติธรรม ฝึกจิตสงบ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย https://seclivenews.com/6-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81/ Tue, 19 Sep 2023 03:37:45 +0000 https://seclivenews.com/?p=6985 บางช่วงเวลาที่เราต้องการความสงบทางจิตใจ อยากหันหน้าเข้าหาธรรมะ เพื่อช่วยผ่อนคลายกายและใจ หลีกหนีจากความวุ่นวาย เสมือนไปชาร์จพลังงานทางบวก เสริมสร้างสติและปัญญาให้กับตนเอง เพื่อมีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาอื่น ๆ ในทางโลกกันต่อไป วันนี้แอดมินมีสถานที่ปฏิบัติธรรมฟรี สงบ และเดินทางสะดวก ไปเสริมบุญบารมีได้ทั้งครอบครัว หรือจะฉายเดี่ยว ไปเป็นคู่ หรือหมู่คณะ ก็เหมาะอย่างยิ่ง ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ  1. สำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพ  สำนักวิปัสสนากรรมฐาน ฯ เป็นศูนย์ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ เปิดให้ปฏิบัติธรรมทุกวัน โดยไม่จำกัดวันและเวลา เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ที่มักจะมีเวลาจำกัดในการเดินทางไปปฏิบัติธรรม  สถานที่ตั้ง : แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพฯ  2. ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพ สถานที่ปฏิบัติธรรมยอดฮิตของคนกรุงเทพ เพราะอยู่ใกล้ เดินทางสะดวก โดยที่นี่จะเน้นหลักวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 เพื่อก่อให้เกิดปัญญา และยังมีหลักสูตรอบรมปฏิบัติธรรมอีกหลากหลายให้เลือกตามที่สนใจ  สถานที่ตั้ง : ซอยเพชรเกษม 54 แยก 6 แขวงบางด้วน …

The post 6 สถานที่ปฏิบัติธรรม ฝึกจิตสงบ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย appeared first on Sec Live News.

]]>
บางช่วงเวลาที่เราต้องการความสงบทางจิตใจ อยากหันหน้าเข้าหาธรรมะ เพื่อช่วยผ่อนคลายกายและใจ หลีกหนีจากความวุ่นวาย เสมือนไปชาร์จพลังงานทางบวก เสริมสร้างสติและปัญญาให้กับตนเอง เพื่อมีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาอื่น ๆ ในทางโลกกันต่อไป วันนี้แอดมินมีสถานที่ปฏิบัติธรรมฟรี สงบ และเดินทางสะดวก ไปเสริมบุญบารมีได้ทั้งครอบครัว หรือจะฉายเดี่ยว ไปเป็นคู่ หรือหมู่คณะ ก็เหมาะอย่างยิ่ง ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ 

362655106 2363558607157967 8046919383898209650 n
facebook : พระมหาสหรัฐ ธีรายโน

1. สำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพ 

สำนักวิปัสสนากรรมฐาน ฯ เป็นศูนย์ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ เปิดให้ปฏิบัติธรรมทุกวัน โดยไม่จำกัดวันและเวลา เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ที่มักจะมีเวลาจำกัดในการเดินทางไปปฏิบัติธรรม 

สถานที่ตั้ง : แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพฯ 

380004931 693272946177990 6533957108319673477 n
facebook : ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ย.พ.ส.)

2. ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพ

สถานที่ปฏิบัติธรรมยอดฮิตของคนกรุงเทพ เพราะอยู่ใกล้ เดินทางสะดวก โดยที่นี่จะเน้นหลักวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 เพื่อก่อให้เกิดปัญญา และยังมีหลักสูตรอบรมปฏิบัติธรรมอีกหลากหลายให้เลือกตามที่สนใจ 

สถานที่ตั้ง : ซอยเพชรเกษม 54 แยก 6 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพ (02 – 455 – 2525) 

371433882 705376001632174 9091276671761534632 n
facebook : เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan

3. สเถียรธรรมสถาน กรุงเทพ

หากต้องการหาสถานที่ปฏิบัติธรรมในกรุงเทพ สเถียรธรรมสถานเป็นอีกแห่งที่จะต้องนึกถึง เพราะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมยอดฮิตที่หลายคนมักรู้จัก หรือได้ยินคุ้นหูกันดี ซึ่งสเถียรธรรมสถานก่อตั้งโดย แม่ชีศันสนีย์ เสียรสุต โดยที่นี่เป็นศูนย์รวมพุทธศาสนิกชนที่ต้องการฝึกจิต เจริญสมาธิ แบบอานาปานสติภาวนา 

สถานที่ตั้ง : ถนนวัชรพล รามอินทรา 55 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน จังหวัดกรุงเทพ (ติดต่อ 02 – 519 – 1119 , 02 – 510 – 6697 และ 091 – 831 – 2294) 

320559304 460289929610867 3013391676730407593 n
facebook : บ้านจิตสบาย แหล่งเรียนรู้และภาวนาโดยการเจริญสติ

4. บ้านจิตสบาย กรุงเทพ

สถานที่ปฏิบัติธรรมที่มุ่งเน้นในการฝึกจิตตามชื่อ จิตสบาย โดยจะมีการเชิญครูบาอาจารย์สายต่าง ๆ มาแสดงธรรม ด้านการเจริญสติปัญญา สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพื่อขอลงทะเบียนได้ที่บ้านจิตสบาย 

สถานที่ตั้ง : ถ.สุขาภิบาลบางระมาด แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา จังหวัด กรุงเทพฯ (ติดต่อ 02 – 448 – 3392) 

378088177 693933909430746 1542086339685900170 n
facebook : วัดป่าสุขใจ บางบ่อ Wat Pa Sukjai

5. วัดป่าสุขใจ บางบ่อ สมุทปราการ 

บรรยากาศภายในวัดป่าสุขใจเงียบ สงบ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ และมีบริเวณ พื้นที่ส่วนตัว เหมาะแก่การฝึกปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกจิต นั่งสมาธิ เรียนรู้ธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกลุ่ม หรือทำสมาธิเดี่ยว ๆ คนเดียวแบบส่วนตัว สามารถติดต่อที่วัดป่าสุขใจได้เลย 

สถานที่ตั้ง : ตำบลเปร็ง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทปราการ (ติดต่อ 096 – 359 – 0510) 

378868275 343411238040572 6084052276124643033 n
facebook : วัดปัญญานันทาราม – สถานที่ที่ทำให้เกิดปัญญา

6. วัดปัญญานันทาราม ปทุมธานี 

สถานปฏิบัติที่เดินทางสะดวกมาก ๆ สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดปทุมธานี กรุงเทพ และบริเวณใกล้เคียง โดยที่นี่จะเน้นในด้านของการนั่งกรรมฐาน เนกขัมมบารมีปฏิบัติธรรม หากใครที่สนใจด้านการนั่งกรรมฐาน ติดต่อสอบถามทางวัดได้เลย  

สถานที่ตั้ง : ซอยวัดปัญญา ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (02 – 904 – 6107 และ 086 – 461 – 8353) 

The post 6 สถานที่ปฏิบัติธรรม ฝึกจิตสงบ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย appeared first on Sec Live News.

]]>
6985
5 สายพันธุ์แมวที่มีอายุยืนที่สุดในโลก https://seclivenews.com/5-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2/ Thu, 31 Aug 2023 08:41:35 +0000 https://seclivenews.com/?p=6974 สำหรับคนรักแมว ทาสแมวทั้งหลาย รู้ไหมว่า แมวสายพันธุ์อะไรที่มีอายุยืนที่สุดในโลก วันนี้แอดมินมีคำตอบมาเฉลย ซึ่งทั้ง 5 สายพันธุ์น้องแมวนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจรู้จักและคุ้นเคยกันดี แต่บางคนอาจแปลกใจ ว่าเอ๊ะ มีแมวสายพันธุ์นี้ด้วยเหรอ และยังเป็นสายพันธุ์แมวที่อายุยืนอีกด้วย ว่าแต่อายุเฉลี่ยของน้องแมวแต่ละสายพันธุ์ที่ว่านี้จะกี่ปีกันนะ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ  1. แมววิเชียรมาศ  น้องแมวสายพันธุ์ไทยแท้ แมววิเชียรมาศ ที่มีเอกลักษณ์ประจำตัว โดดเด่น สะดุดตา และสวยสง่าจนดึงดูดใจทาสแมวทั่วโลก ด้วยรูปร่างที่สมส่วน และสีขนที่มีจุดเด่น ทำให้ติดโผเป็นแมวที่สวยที่สุดในโลก และยังเป็นสายพันธุ์แมวที่มีอายุยืนที่สุดในโลกอีกด้วย โดยอายุเฉลี่ยของแมววิเชียรมาศ อยู่ที่ประมาณ 12 – 20 ปี เลยเชียวล่ะ  2. แมวซาวันนา  แมวซาวันนา จากแอฟริกัน ที่แม้ว่าจะไม่ใช่สายพันธุ์แมวบ้าน 100% และมีนิสัยที่ตื่นตัว ขี้ระแวง และคาดเดาอารมณ์ได้ยาก แต่สามารถนำมาเลี้ยงให้เชื่อง และกลายเป็นแมวที่เป็นมิตรกับคนได้ อายุของแมวซันวันนาโดยเฉลี่ย จะอยู่ที่ประมาณ 12 – 20 ปี  3. แมวเบอร์มีส  แมวลูกผสม ระหว่าง …

The post 5 สายพันธุ์แมวที่มีอายุยืนที่สุดในโลก appeared first on Sec Live News.

]]>
สำหรับคนรักแมว ทาสแมวทั้งหลาย รู้ไหมว่า แมวสายพันธุ์อะไรที่มีอายุยืนที่สุดในโลก วันนี้แอดมินมีคำตอบมาเฉลย ซึ่งทั้ง 5 สายพันธุ์น้องแมวนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจรู้จักและคุ้นเคยกันดี แต่บางคนอาจแปลกใจ ว่าเอ๊ะ มีแมวสายพันธุ์นี้ด้วยเหรอ และยังเป็นสายพันธุ์แมวที่อายุยืนอีกด้วย ว่าแต่อายุเฉลี่ยของน้องแมวแต่ละสายพันธุ์ที่ว่านี้จะกี่ปีกันนะ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ 

portrait two identical siamese cats

1. แมววิเชียรมาศ 

น้องแมวสายพันธุ์ไทยแท้ แมววิเชียรมาศ ที่มีเอกลักษณ์ประจำตัว โดดเด่น สะดุดตา และสวยสง่าจนดึงดูดใจทาสแมวทั่วโลก ด้วยรูปร่างที่สมส่วน และสีขนที่มีจุดเด่น ทำให้ติดโผเป็นแมวที่สวยที่สุดในโลก และยังเป็นสายพันธุ์แมวที่มีอายุยืนที่สุดในโลกอีกด้วย โดยอายุเฉลี่ยของแมววิเชียรมาศ อยู่ที่ประมาณ 12 – 20 ปี เลยเชียวล่ะ 

beautiful shot bengal cat curiously staring camera with blurred background

2. แมวซาวันนา 

แมวซาวันนา จากแอฟริกัน ที่แม้ว่าจะไม่ใช่สายพันธุ์แมวบ้าน 100% และมีนิสัยที่ตื่นตัว ขี้ระแวง และคาดเดาอารมณ์ได้ยาก แต่สามารถนำมาเลี้ยงให้เชื่อง และกลายเป็นแมวที่เป็นมิตรกับคนได้ อายุของแมวซันวันนาโดยเฉลี่ย จะอยู่ที่ประมาณ 12 – 20 ปี 

British burmese Andel Alois at Cat show

3. แมวเบอร์มีส 

แมวลูกผสม ระหว่าง แมววิเชียรมาศ และ แมวพม่าตัวเล็ก ทำให้แมวเบอร์มีสมีนิสัยขี้เล่น ชอบเข้าสังคม แต่มักจะมีปัญหาด้านดวงตาได้ง่าย ที่มักจะพบได้บ่อย คือ แมวเป็นต้อหิน แต่ถ้าเจ้าของดูแลและเลี้ยงแบบใส่ใจก็ไม่น่ากังวลอะไรมาก อายุโดยเฉลี่ยของแมวเบอร์มีส อยู่ที่ 16 – 18 ปี

bengal cat stands yellow bed

4. แมวอียิปต์เทียน มัว 

น้องแมวจากอียิปต์ ที่มีลวดลายสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ทาสแมวหลงเสน่ห์ได้ไม่ยาก แต่แมวอียิปต์นี้จะมีปัญหาสุขภาพด้านโรคหัวใจได้ง่าย จึงต้องคอยระมัดระวัง และต้องเป็นผู้ที่รักและพร้อมจะดูแลแมวไปจนกว่าจะหมดอายุขัยจริง ๆ จึงจะสามารถเลี้ยงแมวอียิปต์เทียน มัว ได้ โดยอายุของน้องแมวพันธุ์นี้ เฉลี่ยที่ 12 – 15 ปี 

pets beautiful house animal gray

5. แมวแรกดอล 

น้องแมวแรกดอล ถือว่าเป็นแมวนิยมเลี้ยงของเหล่าบรรดาเซเลบ และเป็นที่ชื่นชอบของคนรักแมว ความน่ารักและขนอันสวยงาม ดูสง่าแต่น่ารักในเวลาเดียวกัน ทำให้เป็นสายพันธุ์แมวติดอันดับต้น ๆ ของโลก และในบรรดาทาสแมวทั่วโลก แม้ว่าแมวแรกดอลมีสุขภาพแข็งแรงดีเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีโรคหัวใจและโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่จะต้องระวังมาก ๆ ในการเลี้ยงแมวสายพันธุ์นี้ อายุเฉลี่ยของแมวแรกดอล ประมาณ 12 – 15 ปี 

The post 5 สายพันธุ์แมวที่มีอายุยืนที่สุดในโลก appeared first on Sec Live News.

]]>
6974
6 สูตรแก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งง่าย ๆ ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติ https://seclivenews.com/6-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%87/ Fri, 18 Aug 2023 08:49:24 +0000 https://seclivenews.com/?p=6965 วันนี้เรานำสูตรธรรมชาติแก้หนังศีรษะแห้ง มาให้ผู้ที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับคันหนังศรีษะ มีรังแค ให้ลองนำไปทำดู ทำตามด้วยตัวเองง่าย ๆ ตามนี้เลย

The post 6 สูตรแก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งง่าย ๆ ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติ appeared first on Sec Live News.

]]>
หนังศีรษะแห้ง คือ ปัญหาที่สร้างความรำคาญให้กับเจ้าตัว และยังทำให้น่าอายแก่สายตาคนอื่น ๆ เมื่อเกิดอาการคันยิบ ๆ จนต้องเกาศีรษะอยู่บ่อย ๆ แถมยังมีแผ่นศีรษะที่หลุดลอกร่วง กลายเป็นรังแค ทำให้ความมั่นใจลดลงฮวบจนแทบไม่มีเหลือ

วันนี้เราจึงนำ สูตรธรรมชาติแก้หนังศีรษะแห้ง มาให้ผู้ที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมร่วง คันหนังศรีษะ ให้ลองนำไปทำดู ไม่ต้องห่วงผลข้างเคียง เพราะทุกสูตรล้วนใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ไร้สารเคมี ทำตามด้วยตัวเองง่าย ๆ ด้วยสูตรต่อไปนี้เลยค่ะ 

1. แก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งด้วยน้ำมันมะพร้าว

lady sitting on the couch looks in the mirror and 2023 03 18 00 14 10 utc 1

น้ำมันมะพร้าว สรรพคุณสารพัดประโยชน์ เพราะช่วยบำรุงผิวพรรณ สุขภาพ ไปตลอดจนถึงเส้นผมและหนังศีรษะ โดยน้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านแบคทีเรียและเชื้อรา ลดการติดเชื้อบนหนังศีรษะ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับนหนังศีรษะที่แห้งลอกได้เป็นอย่างดี 

วิธีทำ

หยดน้ำมันมะพร้าวลงบนหนังศีรษะโดยตรง แล้วนวดเบา ๆ ให้ทั่ว จากนั้นหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยการสระผมตามปกติ  

หลังจากที่ใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงหนังศีรษะเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ และยังทำให้ผมนุ่มลื่นขึ้นอีกด้วย 

2. แก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งด้วยว่านหางจระเข้ 

ว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยลดการระคายเคืองผิวหนัง เพิ่มความชุ่มชื้น จึงช่วยบรรเทาอาการปัญหาหนังศีรษะแห้งได้ และยังบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี 

วิธีทำ

นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก แล้วนำวุ้นขาว ๆ ข้างในไปล้างให้สะอาด จากนั้นนำเนื้อว่านหางจระเข้มาขยี้ให้ทั่วหนังศีรษะและเส้นผม และนวดเบา ๆ ให้ทั่ว ก่อนจะหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด 

3. แก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งด้วยกล้วยหอม 

กล้วยหอม ผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังดีต่อผิวพรรณ เพราะกล้วยหอมให้ความชุ่มชื้น มีฤทธิ์ต้านจุลชีพตามธรรมชาติ หากหมักผมด้วยกล้วยหอมเป็นประจำ จะช่วยแก้ปัญหาหนังศีรษะแห้ง และไร้รังแคคอยกวนใจอีกด้วย 

woman with hair oil bottle woman touching her hea 2021 12 09 17 51 23 utc 1

วิธีทำ

บดกล้วยหอมให้ละเอียด แล้วเติมน้ำมันมะพร้าว หรือ น้ำมันมะกอก 2 – 3 ช้อนโต๊ะ คนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ จากนั้นนวดเบา ๆ ก่อนจะหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด 

4. แก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งด้วยอะโวคาโด

อะโวคาโด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และยังมีรสมัน นัว อร่อยถูกปากใครหลายคน แต่ด้วยอะโวคาโด้มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี เมื่อนำอะโวคาโด้มาใช้หมักผม ก็จะช่วยปรับหนังศีรษะแห้งให้ฟื้นคืน ปลอบประโลมหนังศีรษะ ให้กลับมาชุ่มชื้น ไม่ลอกขุย และบรรเทาอาการคันศีรษะ 

วิธีทำ 

นำเนื้ออะโวคาโดมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันมะกอก 2 – 3 หยด คนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาและนวดให้ทั่วหนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือใครที่มีน้ำมันอะโวคาโดอยู่แล้วก็ใช้หยดลงบนหนังศีรษะและทาบำรุงได้เลยค่ะ 

5. แก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งด้วยน้ำมันมะกอก + เบกกิ้งโซดา 

สูตรนี้ใช้ส่วนผสมระหว่าง น้ำมันมะกอก ที่ให้ความชุ่มชื้น และ เบกกิ้งโซดา ที่มีคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรีย และต่อต้านเชื้อรา เมื่อนำมาผสมและใช้หมักศีรษะ จะช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังศีรษะที่ตายแล้วให้หลุดลอกออก และเติมความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิวหนังศีรษะใหม่ที่ขึ้นทดแทน และช่วยลดอาการคันจากรังแคได้อีกด้วย 

top view of milk cream and egg in a small bowl 2022 11 08 04 58 08 utc 1

6. แก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งด้วยไข่ไก่ + โยเกิร์ต 

ไข่ไก่และโยเกิร์ต หาได้ง่าย ๆ จากในครัว ซึ่งวัตถุดิบทั้งสองตัวนี้ช่วยบำรุงหนังศีรษะได้เป็นอย่างดี โดยโยเกิร์ตจะทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิว และปลอบประโลมผิวอย่างอ่อนโยน ในขณะที่ไข่ไก่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องหนังศีรษะ เมื่อใช้ร่วมกัน จะช่วยขจัดปัญหาหนังศีรษะแห้ง และบอกลารังแคเสียที 

วิธีทำ 

ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 3 – 4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ไก่ 1 ฟอง ตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ จากนั้นนวดหนังศีรษะเบา ๆ ให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด 

สูตรแก้อาการศีรษะแห้งด้วยวัตถุดิบธรรมชาติที่นำมาฝากในวันนี้ ส่วนใหญ่สามารถหาได้จากในครัว หรือในตู้เย็น ซึ่งเป็นของที่เรากินกันเป็นประจำกันอยู่แล้ว แถมวิธีทำก็ง่ายมาก ๆ สามารถนำไปทำตามได้ไม่ยากเลย และใช้เวลาไม่นานอีกด้วย ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อยารักษาแพง ๆ แต่ถ้าหากทำสูตรไหนก็ไม่ได้ผล อาจต้องไปพบแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพราะอาจมีสาเหตุหรือเกี่ยวข้องกับโรคอื่น ๆ และจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมค่ะ 

The post 6 สูตรแก้ปัญหาหนังศีรษะแห้งง่าย ๆ ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติ appeared first on Sec Live News.

]]>
6965